MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ชาโดว์รัน รีเทอร์น ตอนที่ 5 ตลาดมืดไพค์เพลส

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 - 08:59 น.
AA 77

นั่งอึดอัดอย่างเงียบงันอยู่ในแท็กซี่ที่คุณนายคุโบตะเรียกมาให้ เสียงเดียวตลอดการเดินทางที่ปีเตอร์ได้ยินคือเสียงเอี๊ยดอ๊าดของใบปัดน้ำฝนหน้ารถที่ดังจนได้ยินเข้ามาถึงภายในห้องโดยสาร ความรู้สึกแรกของการเดินทางมันดูเหมือนจะเป็นการพาไปปล้นยังไงยังงั้น แต่พอนั่งไปเรื่อยๆสำนึกของเขาก็ทำให้เขารู้ว่าแท้ที่จริงการมาที่นี่มันไม่ใช่แค่มาตามหาเบาะแสจากคนที่พอจะรู้เบาะแสเท่านั้น แต่กลายเป็นว่ากำลังตามหาคนที่เป็นที่รักของใครอีกหลายคน ซึ่งความรู้สึกมันต่างกันมาก

หากเทียบกับส่วนอื่นๆในบาเรนส์แล้ว ที่ดาวน์ทาวน์นี้มีตึกที่ดูทันสมัยเยอะกว่ามาก ถนนหนทางก็ดูสว่างกว่าและร้านค้าต่างๆก็ไม่ถึงกับต้องติดเหล็กดัดกันทุกร้าน คนที่นี่ส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ภายใต้เงาอันมหึมาของตึกแลนด์มาร์กอันเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมต่างๆของเมือง สำหรับหลายๆคนแล้วตึกพวกนี้เป็นบ้านของพวกเขา แต่กับสำหรับอีกหลายๆคนที่เหลือ มันเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ที่คอยย้ำเตือนให้ระลึกไว้เสมอว่าโลกได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว

สร้างชื่อเสียงจากการขายปลาและสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรและชาวประมงโดยตรง ตลาดไพค์เพลส [1] ที่ตั้งอยู่ใกล้อ่าวแห่งนี้มีมาตั้งแต่ยุคปี 1900 ผ่านการเป็นตลาดกลางที่ต่อสู้กับพ่อค้าคนกลางในยุคอดีตและเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาโดยตลอดจนกระทั่งตอนนี้มันกลายเป็นตลาดที่มีขายทุกอย่างทั้งของที่ถูกและผิดกฎหมาย เป็นศูนย์รวมของทั้งสิ่งที่มีและสิ่งที่ไม่มี นั่นหมายความว่าหากใครต้องการของอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจะมีอยู่ เขาอาจจะหามันได้ที่นี่ ถึงแม้ในเวลานี้ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดอยู่ แต่ป้ายร้าน เสียงและกลิ่นของตลาดนี้มันก็กลืนปีเตอร์ทันทีที่เขาก้าวลงมาจากรถ ช่างบังเอิญเสียจริงที่อาคารของยูนิเวอแซลบราเทอร์ฮูดตั้งอยู่ที่นี่เช่นกัน หน้าอาคารนี้มีกลุ่มคนหลากหลายกำลังยืนกางร่มฟังชายในชุดขาวสะอาดท่าทางสุภาพปราศรัยอยู่หน้าตึก ทันทีที่ปีเตอร์เดินผ่าน ชายคนนั้นละความสนใจจากการปราศรัยและทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาแล้วหันมาให้ความสนใจอย่างเต็มที่กับปีเตอร์

“ผมชื่อแพททริกครับ คุณดูสมบูรณ์แบบในตัวเองมาก... แต่คุณสามารถเป็นได้ยิ่งกว่านี้อีก”  แพททริกพูด

“คุณขายอะไรเหรอครับ?”
  ปีเตอร์ถามกวนๆ

“ผมไม่ได้ขายอะไรครับ จริงๆแล้วเรากำลังเผยแพร่ความลับของการเติมเต็มความสุขในชีวิต”
  เขาไม่ได้เจอคำถามแบบนี้เป็นครั้งแรก

“โอเค ผมจะลองฟังดู ความลับอะไรครับที่มันจะช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตของผม?”
  ปีเตอร์ถามทวน

“ขั้นแรกนั้นง่ายมาก เข้ามาฟังในที่ประชุมครับ คืนพรุ่งนี้ ลินน์ เทเลสเทรี่ยนจะพูดเรื่อง ‘ความสำคัญของครอบครัวในโลกยุคที่หก’ มาร่วมประชุมกับเราพรุ่งนี้นะครับ แล้วความลับของชีวิตที่ดีกว่าจะถูกเปิดเผยให้กับคุณ”
  เขายิ้มแล้วหันกลับไปยังกลุ่มคน

ปีเตอร์เคยได้ยินเรื่องนี้มาจากเชอรี่บอมบ์แล้ว เขาดีใจที่การเชิญชวนนี้จบลงเร็วกว่าที่คิดไว้ ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือจะหาตัวปาโก้ที่ไม่เคยรู้จักเจอได้อย่างไร ปีเตอร์เดินผ่านร้านค้าหลายร้าน เขารู้คร่าวๆมาว่าปาโก้น่าจะเป็นรันเนอร์คนนึงของแก๊งค์คัตเตอร์ มันน่าจะมีสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกความเป็นคัตเตอร์ได้บนตัวปาโก้ เขาเริ่มมองหาชายรูปร่างกำยำท่าทางทะมัดทะแมง น่าจะมีรอยสักที่ไหนสักแห่งบนร่างกายหรือโลโก้อะไรสักอย่างบนแจ็คเก็ต และที่สำคัญต้องดูเหมือนกำลังรอคอยใครบางคน ปีเตอร์เดินต่อไปจนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งที่เข้าข่ายเงื่อนไข หนุ่มมนุษย์ท่าทางดูแลตัวเองได้คนหนึ่งกำลังยืนรอใครสักคนที่ป้ายรถเมล์ ที่ข้างเอวของเขาเหน็บปืนพกไว้ด้วย ถ้าหากไม่ใช่ปาโก้ล่ะก็คงเป็นการเสี่ยงมากหากจะลองเข้าไปคุย ปีเตอร์แกล้งเดินเข้าไปใกล้ จังหวะเดียวกับที่มีคนอื่นก็กำลังเดินผ่านชายคนนั้นพอดี

“เฮ้ ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณเห็นเพื่อนของผมบ้างมั้ย ผู้หญิงตัวสูงๆผิวสีน้ำตาล”  ชายคนนั้นเอ่ยถามคนที่กำลังเดินผ่าน

เสียงนั้นได้ยินชัดเจนจนถึงปีเตอร์ ต้องเป็นปาโก้แน่ ปีเตอร์เดินตรงเข้าไปหาเขาจึงทำให้ได้เห็นปาโก้ชัดๆ เด็กหนุ่มผมเกรียนโกนข้างศรีษะเป็นลายโดดเด่นในแจ็คเก็ตสีเหลือง กลางอกเหนือขึ้นไปถึงคอสักเป็นโลโก้รูปหัวใจพันด้วยลวดหนามซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของแก๊งค์คัตเตอร์กำลังทำท่ากระวนกระวายเมื่อปล่อยให้คนที่เขาถามเดินผ่านไปซึ่งตอนนี้มองเห็นปีเตอร์กำลังเดินเข้ามาหาแล้ว

“คุณต้องการอะไร?”  ปาโก้ถามดักออกไปทันทีอย่างระวังตัว

“ระวังหน่อย นายคือปาโก้รึเปล่า?”
  ปีเตอร์ถาม

“อะไรนะ! แกเป็นใครวะ?” 
ปาโก้เปลี่ยนเข้าสู่โหมดระวังภัย

“ชั้นชื่อปีเตอร์ ชั้นกำลังตามหาโคโยตี้ ชั้นต้องถามอะไรเธอนิดหน่อย”


คราวนี้อารมณ์ของปาโก้แทบปะทุเมื่อได้ยินชื่อแฟนออกมาจากปากของผู้ชายคนอื่น

“แล้วทำไมแกต้องมาถามชั้นด้วย ชั้นไม่ใช่เจ้านายเธอซักหน่อย แกไปตามหาเธอเองสิ”  ปาโก้ฉุนจนตัวตนเหมือนจะเบ่งพองจนคับแจ็คเก็ตสีเหลืองที่สวมอยู่

“ชั้นไปที่สหภาพฯมา เธอไม่ได้ไปทำงานมาสองกะแล้ว และคุณนายคุโบตะก็ติดต่อเธอไม่ได้”

พังทลายได้แค่เพียงไม่กี่คำ คราวนี้ท่าทางอวดดีของปาโก้หายไป แม้แต่ความเป็นคัตเตอร์ก็ไม่เหลืออยู่เลย ตรงหน้าของปีเตอร์เหลือเพียงแค่เด็กหนุ่มในแจ็คเก็ตสีเหลืองที่ดูหลวมลงไปถนัดตา

“โคโยตี้หายไปเหรอ? โอ้...ไม่... นั่นหมายความว่า...”  ปาโก้เหมือนจะนึกอะไรออก

“นั่นอธิบายว่าทำไมเธอถึงผิดนัด จริงๆแล้วเธอต้องมาเจอผมที่นี่ตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว ขอโทษนะที่ทำไม่ดีกับคุณเมื่อกี๊ คุณรู้อะไรอีกบ้างครับ? ถ้าเธอหายไป ผมจะตามหาเธอ”  ปาโก้เริ่มร้อนรนและมีมารยาทขึ้นมาทันที

“นายรู้จักฟิกเซอร์คนไหนที่ชื่อ เดไลอาห์ บ้างมั้ย? โคโยตี้น่าไปพบกับเขาเมื่อสองสามวันก่อน”   ปีเตอร์ถาม

“ผมรู้จักเค้าแน่นอน คุณแบล๊คไม่อนุญาตให้สมาชิกแก๊งค์คัตเตอร์คนไหนรับงานนอก ผมเลยไม่ได้รับงานอะไรจากเค้า แต่โคโยตี้ก็ไม่ได้พูดอะไรเรื่องรับงานเสริมนะ...”

“เดี๋ยวก่อน... บ้าเอ้ย ผมรู้แล้วว่าเธอไปที่ไหน แม่ง... ทำไมเธอถึงไม่รอก่อนนะ ยัยบ้า!”


ความรู้สึกช้าจริง ๆ เจ้าเด็กน้อย ปีเตอร์คิด

“ใจเย็นก่อนปาโก้ เธอไปที่ไหน?” ปีเตอร์ถาม

“รอยัลอพาร์ทเมนท์ เจ้าของที่นั่นชื่อ สตีฟเจ พวกมันสุมหัวผลิตและค้ายาอยู่ที่ซ่องนรกนั่น โคโยตี้โตมาจากที่นั่น ผมไม่ค่อยรู้อดีตของเธอมาก แต่เธอจ้องหาโอกาสแก้แค้นมาหลายปีแล้ว”


“หลายวันก่อนผมได้ยินว่าคุณเดไลอาห์กำลังหารันเนอร์จำนวนหนึ่งเข้าไปขโมยของบางอย่างมาจากสตีฟเจ เธอคงจะรับทำงานนี้ผมแน่ใจ และถ้าไอ้พวกนั้นมันจับเธอได้...”
   แววตาของปาโก้เปลี่ยนไปเป็นปวดร้าว แล้วเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นแทบจะทันที

“ผมจะไปที่นั่น คุณจะไปด้วยรึเปล่า?”  ปาโก้ถาม

“แน่นอนชั้นไปด้วย ไม่ต้องห่วงเราได้เธอกลับมาแน่ แต่เราต้องรู้เรื่องหนึ่งก่อน นายรู้จักร้านขายเนื้อมัวรี่ มีท เอ็มพอเรี่ยมมั้ย? เราต้องตามเบาะแสโคโยตี้เคยไปที่นั่น” 
ปีเตอร์ถาม

“รู้จักครับ ตามมาทางนี้”
  ปาโก้นำ

ปีเตอร์จำได้ว่ายังมีอีกเบาะแสหนึ่งจากใบเสร็จในไดอารี่ของโคโยตี้ และเบาะแสนั้นมันก็อยู่แถวๆนี้ ปาโก้พาเขาเดินตามมาเรื่อยๆจนพบแผงขายเนื้อไม่ไกลนักจากป้ายรถเมล์นั้น หน้าแผงนั้นยืนไว้ด้วยมนุษย์ท้วมวัยกลางคนเจ้าของร้านที่กำลังจัดแจงแล่เนื้อบรรจุลงช่องต่างๆบนแผง ด้านบนของแผงแขวนไว้ด้วยป้ายชื่อร้าน ‘มัวรี่ มีท เอ็มพอเรี่ยม

พอเข้ามาใกล้ปีเตอร์ก็ได้เห็นของที่วางขายชัดเจนขึ้น แผงขายเนื้อเล็กๆแห่งนี้เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงไว้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มาจากชิ้นส่วนและอวัยวะของสัตว์หลากหลายชนิดทั้งเนื้อ กระดูก เขี้ยว หรือหาง ของตัวอะไรต่อมิอะไรที่หาดูได้ง่ายๆไปจนถึงตัวอะไรๆที่หาดูได้ยากกว่านั้น รูปที่แปะอยู่ด้านหลังแผงเป็นรูปที่เก่ามากแล้วซึ่งน่าจะเป็นรูปของชายเจ้าของร้านเพราะในนั้นมีหนุ่มน้อยที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าปีเตอร์ตอนนี้ ทันทีที่เจ้าของร้านเห็นหน้าปาโก้ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและโกรธแค้น

“แกยังต้องการอะไรอีก? ทำไมแกไม่รีบไสหัวไป”  เขาโวยวาย

“ใจเย็น ลุง เพื่อนผมแค่มีคำถาม”
  ปาโก้พูด

“คุณคงจะเป็นคุณมัวรี่”
  ปีเตอร์ถาม

“ชั้นดูเหมือนเป็นตาแก่พุงพลุ้ยรึไง? ชั้นชื่อแมนนี่ มัวรี่คือพ่อของชั้น ทีนี้บอกมาว่าแกต้องการอะไร?”


“บอกหน่อยได้มั้ยว่าเนื้อม้าลายเอาไปทำอะไรได้บ้าง?” 
ปีเตอร์ถาม

“บางคนก็กินเนื้อม้าลาย แต่ชั้นไม่แนะนำหรอก มันเหนียวเหมือนเนื้อทาก ส่วนมากเราขายให้กับทีมรักษาความปลอดภัยที่มีสุนัขเฮลฮาวด์ไว้ใช้งาน พวกเค้ามักจะให้รางวัลพวกมันด้วยเนื้อม้าลาย หมาบ้าพวกนี้มันคลั่งเนื้อม้าลายยิ่งกว่าเนื้ออะไร ๆ ทั้งหมด”
  ลุงแมนนี่ตอบ

“โอ้... นี่เองที่โคโยตี้ต้องการเนื้อม้าลาย เคยมีคนบอกไว้ว่าสตีฟเจก็เลี้ยงเฮลฮาวด์ไว้ในอพาร์ทเมนท์นั่น และถ้าเธอไม่มีเนื้อม้าลายไปด้วยล่ะก็...”
  ปาโก้เริ่มกังวล

“แล้วไงล่ะ มีอะไรอีกมั้ย?”
  ลุงแมนนี่ถาม

“ผมมีใบเสร็จที่เคยสั่งเนื้อม้าลายไว้ มีคนมารับรึยังครับ?”
  ปีเตอร์ถาม

“ขอชั้นดูก่อนนะ... อืมม... นี่งัย... ยังอยู่... จริงๆต้องมารับตั้งแต่เมื่อสองวันที่แล้ว คิดว่าจะไม่มีใครมาเอาแล้วซะอีก”
  เขาพูดแล้วจัดการเอาเนื้อออกมาแพ็กใส่ถุงแล้วยื่นส่งให้ปีเตอร์

“เอาล่ะ เชิญรับไปได้เลย ต้องการอะไรเพิ่มอีกมั้ย?”
   มืออาชีพจะอย่างไรก็เป็นมืออาชีพ แต่ขนมจีบและซาลาเปาไม่มีในร้านขายเนื้อ

“ขอบคุณครับ ไม่ล่ะ อ้อ... ถามหน่อยสิ เมื่อกี๊ทำไมถึงได้โมโหนักล่ะครับ?”  
ปีเตอร์สงสัย

เหมือนกับราดน้ำมันใส่กองไฟอีกครั้ง

“ทำไมไม่ถามไอ้เด็กเปรตที่ยืนอยู่ข้างๆแกนั่นล่ะ พ่อชั้นยังอยู่ในโรงพยาบาลเพราะพวกมัน”  ลุงแมนนี่เดือดดาลเป็นการใหญ่

“โว้ว... ใจเย็นลุง ผมมันแค่ระดับหางแถว”
   ปาโก้รีบดึงปีเตอร์ออกมาจากร้านในขณะที่ปีเตอร์ก็หันไปทำตาขวางใส่เขา

“รอยัลอพาร์ทเม้นท์อยู่ไม่ไกลนักจากที่นี่”
  ปาโก้รีบเปลี่ยนเรื่อง

เบี่ยงเบนความสนใจของปีเตอร์ ปาโก้ส่งพิกัดของรอยัลอพาร์ทเมนท์ให้ปีเตอร์ มันอยู่ไม่ไกลมาก ทั้งคู่เดินไปตามพิกัดนั้น ระหว่างทางเมื่อเดินไปได้ไม่นานแสงไฟสีแดงกระพริบสลับสีน้ำเงินอันคุ้นเคยก็ฉายส่องเข้ามาสู่สายตา ทั้งคู่จึงเร่งเดินขึ้นไป ข้างหน้ากั้นไว้ด้วยเส้นสีเหลืองของตำรวจ หลังเส้นนั้นมีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนสิ้นใจจมกองเลือดอยู่บนทางเท้า รอบๆเส้นเหลืองมีคนกางร่มมุงดูอยู่มากมาย สีหน้าของปาโก้แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก

“โอ้...ไม่... นั่นโคโยตี้รึเปล่า? มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง โอ้...พระเจ้า...”

“ตั้งสติไว้ปาโก้ ดูดีๆ ใช่เธอรึเปล่า?”


ปาโก้ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างยากลำบากเพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความจริง และในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ไม่... นั่นไม่ใช่เธอ... ขอบคุณพระเจ้า”  ปาโก้ระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“อย่าเสียเวลากับที่นี่นานนักเลยนะ ที่นี่ตำรวจเยอะไปหมด”
  ปาโก้พูดขณะมองดูผู้เคราะห์ร้ายอีกครั้ง และชาวแก๊งค์ก็ไม่ถูกกับตำรวจ

“แย่จริงๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ ผมจะไม่ยอมให้มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับโคโยตี้แน่นอน”
   ปาโก้สัญญากับตัวเอง

มันอาจมีอะไรเกี่ยวข้องกับเดอะรีปเปอร์แห่งเมืองมรกตก็ได้ ปีเตอร์ตัดสินใจควานหาเบาะแสเพิ่มเติมก่อน ถึงแม้การช่วยเหลือโคโยตี้จะสำคัญ แต่หน้าที่ของเขาเกี่ยวข้องโดยตรงกับเดอะรีปเปอร์แห่งเมืองมรกตอะไรนั่น ขณะเข้าไปใกล้เส้นเหลือง เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงตัวสูงท่าทางไร้อารมณ์ผู้หนึ่งก็เข้ามากันไว้ แต่ปีเตอร์จำหน้าตาที่ดูมีชีวิตชีวาซึ่งค่อนข้างขัดกับอารมณ์ของเหตุการณ์ฆาตกรรมของชายผู้อยู่ด้านหลังของเธอได้ หน้าตาของชายที่เขาเคยเจอในร้านเครื่องบดอวัยวะ เดรสเดนนั่นเอง

“ดิฉันเจ้าหน้าที่แลนเดอร์ ที่นี่เป็นเขตสืบสวนของเจ้าหน้าที่โลนสตาร์ กรุณาถอยออกไปด้วยค่ะ”  เจ้าหน้าที่เอ่ย

“ผมขอพบกับคุณเดรสเดนหน่อยครับ”  ปีเตอร์แจ้งความประสงค์

“แล้วคุณเป็นใครคะ?”
  เจ้าหน้าที่แลนเดอร์ถาม

“ไม่เป็นไรหรอกคุณเจ้าหน้าที่ เค้าอยู่ทีมผม”
  เดรสเดนได้ยินและก้าวออกมารับได้ทันพร้อมกับส่งยิ้มที่คิดว่าอบอุ่นที่สุดให้กับปีเตอร์

เจ้าหน้าที่แลนเดอร์มองปีเตอร์ด้วยสายตาที่รู้ทันและเอือมระอา

“ก็ได้ เร็วๆด้วยล่ะ”  เธอบอกและหลบทางให้

เข้ามาดูถนัดๆหลังเส้นเหลือง ที่นอนอยู่บนพื้นเป็นศพของหญิงมนุษย์สาวรูปร่างดีในชุดเกาะอกสีม่วง หน้าตาของเธอคงจัดว่าสวยมากหากดวงตาคู่นั้นยังอยู่กับเธอ

“มาได้ยังไงล่ะนี่ ตามรอยเดอะรีปเปอร์มาเจอรึ?”  เดรสเดนถาม

“เปล่าหรอก บังเอิญน่ะ ถ้ายังงั้น นี่ก็เป็นเหยื่อฆาตกรรมของเดอะรีปเปอร์อีกรายสินะ?”


“ก็ใช่น่ะสิ มันดูเหมือนอะไรล่ะ อย่างที่นายเห็น คราวนี้เดอะรีปเปอร์มาเอาดวงตาไป ผลงานหมดจดมาก ชั้นต้องยอมรับเลย เจ้ารีปเปอร์ของเรามันเก่งจริงๆ”
  เดรสเดนบอกอย่างชื่นชม

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับผู้ตายบ้าง?”
  ปีเตอร์ถาม สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเดอะรีปเปอร์มันเป็นของเราตั้งแต่เมื่อไหร่

“ก็ไม่มากหรอก”
  เดรสเดนเกาหัวอย่างลืมตัว

“เธอตายมาประมาณสามชั่วโมงได้แล้ว ชื่อคือ ลูซี่ วอเดน ทำงานที่ร้าน ‘เพิงของแปลก’ สตัฟเฟอร์แชก ตรงหัวมุมนี่เอง ดูเหมือนเกิดเรื่องหลังเธอเลิกงาน”


“บอกได้รึเปล่าว่าเธอโดนอะไรก่อนที่จะถูกควักเอาลูกตาออกไป?”


“มันแปลกตรงนี้แหล่ะ มันไม่มีร่องรอยการขัดขืนอะไรเลย ไม่มีรอยช้ำบนร่างกายเธอและดูเหมือนเธอยังมีชีวิตอยู่ด้วยตอนที่เธอถูกควักเอาลูกตาออกไป... เสียชีวิตเพราะเสียเลือดไม่นานหลังจากนั้น ส่วนอะไรที่ทำให้เธอน๊อคนั้นคงต้องรอให้ชั้นทดสอบที่แล็ปซะก่อนถึงจะรู้”  เดรสเดนให้ข้อมูล

“แล้วรอยกัดที่แขนเธอล่ะว่าไง?”
  ปีเตอร์สังเกตเห็น

“อ้อ... นั่นไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ดูเหมือนว่าจะมีสุนัขลากศพของเธอจากตรอกข้างๆมาถึงตรงนี้หลังจากที่เธอเสียชีวิตแล้ว”


“มีร่อยรอยของการใช้เวทมนต์ที่นี่รึเปล่า? ในตรอกที่แซมตายดูเหมือนมีอะไรระเบิดด้วย มันอาจระเบิดด้วยอำนาจของพลังเวทย์”


“อาฮะ นั่นเป็นความคิดที่เข้าท่า... แต่ที่นี่ไม่มีหรอก เท่าที่ดูตอนนี้ยังไม่เห็น แต่ชั้นเชื่อว่าถ้าแมคคลูสกี้มาถึงที่นี่ เค้าคงเรียกทีมตรวจสอบเวทมนต์มากันครบทีมแน่”


“อืมม... เดอะรีปเปอร์เอาตับของแซมไป เอาตาของผู้หญิงคนนี้ไป มีทฤษฎีอะไรบ้างมั้ย?”


“ถ้วยรางวัลที่ระลึกมั้ง บางทีมันก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์บางอย่างที่มันสำคัญกับตัวฆาตกร นอกจากนั้นชั้นก็เดาไม่ออก”


“ชั้นนึกว่านายจะอยู่เฉพาะในเรดมอนด์ซะอีก ไพค์เพลสไม่ไกลไปหน่อยเหรอ?”


“อ้อ... ชั้นไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ้างหรอกนะ”
  เดรสเดนหัวเราะ

“พอดีที่สาขาดาวน์ทาวน์นี้ไม่มีคนตัดสินใจได้ ชั้นเลยบอกทางแมเนจเม้นท์ว่าชั้นจะเข้ามาช่วยเรื่องนี้เอง อีกอย่าง ชั้นก็อยากจะจับไอ้โรคจิตนี้ให้ได้ด้วย”


“ถามพอแล้วล่ะเดรสเดน ขอบใจมาก”


“เฮ้ ชั้นมองว่าถ้าชั้นช่วยนายในเรื่องนี้ มันเป็นไปได้อย่างมากว่าจะสามารถจับไอ้โรคจิตนี่ได้เร็วขึ้น แน่นอนว่าแมคคลูสกี้ก็อยากจับเจ้ารีปเปอร์เข้ากรงเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่แคร์หรอกว่าจะใช่ตัวรีปเปอร์จริงๆรึเปล่า โชคดีนะ”
  เดรสเดนกำลังจะหันหลังกลับไปที่ศพแต่แล้วก็หยุด

“พูดถึงแมคคลูสกี้ นายรีบไปดีกว่าก่อนที่เค้าจะมาถึง”  เดรสเดนเตือน

ปีเตอร์หันหลังแล้วก้าวเท้าออกมาแต่ชายร่างใหญ่ขวางเขาไว้ มนุษย์ในสูทมาตรฐานของโลนสตาร์สวมหมวกที่มีขอบรอบและมีแผลเป็นบนแก้มขวาทำให้ง่ายต่อปีเตอร์ในการที่จะจดจำเค้าไว้

“คุณก็คือคนที่ทำงานให้กับคนตายรายก่อนใช่มั้ย? แมคคลูสกี้เตือนพวกเราว่าคุณอาจจะเข้ามาดมกลิ่นอะไร ๆ หลังจากที่เดอะรีปเปอร์ทำเรื่องเอาไว้ โชคดีของคุณแล้วที่ผมมาถึงที่นี่ก่อนที่แมคคลูสกี้จะมา ผมชื่อเจ้าหน้าที่ อากูเร่ ยินดีที่ได้รู้จัก มาอยู่ตรงนี้แล้ว มีอะไรให้ช่วยมั้ย?”  เจ้าหน้าที่อากูเร่ถาม

“คุณบอกอะไรได้บ้างครับ? จากสิ่งที่เห็นอยู่ตรงนี้”
  ปีเตอร์ลองของ

“จริงๆตรงนี้ก็บอกอะไรไม่ได้มากหรอกครับ เรารู้ว่ามันเกิดเมื่อประมาณสามชั่วโมงที่แล้ว เรารู้ว่าดวงตาของเธอถูกศัลยกรรมออกไปอย่างปราณีต แค่นี้ไม่ต้องให้เดรสเดนบอกก็ทราบได้ เค้าใช้เวลาอยู่กับศพมากที่สุด เค้าน่าจะรู้อะไรมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว ส่วนผมน่ะไปดูส่วนอื่นๆนอกเหนือจากตรงนี้และมองหาพยานแต่ก็ไม่มีโชคเอาเสียเลย เจ้ารีปเปอร์นี่เหมือนผีเสียจริง”


“ผมคิดว่าคุณกับแมคคลูสกี้ดูอาจจะไม่ค่อย... ลงรอยกันเท่าไหร่ ถูกมั้ยครับ?”
แมคคลูสกี้เคยไล่ปีเตอร์ออกไปและเตือนคนในทีมให้ระวังปีเตอร์แต่อากูเร่กลับแชร์ข้อมูลให้ปีเตอร์รู้ มันค่อนข้างจะชัดเจน
“เอาเป็นว่าแมคคลูสกี้กับผม... แค่มีความสนใจในเรื่องที่... ไม่เหมือนกันก็พอ”  เขาตอบ

“คุณมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับรีปเปอร์ที่ผมควรรู้รึเปล่าครับ?”


“ฮ่า... มีเยอะไปหมดถ้าคุณถามแมคคลูสกี้ แต่ความจริงคือพวกเราไม่มีหรอก ก็เหมือนกันคุณนั่นแหล่ะ”


“ขอบคุณมากที่สละเวลาครับเจ้าหน้าที่อากูเร่”
  ปีเตอร์ตัดบท

“เฮ้ เดี๋ยวก่อน คุณยังไม่ได้บริจาคให้กับกองทุนเด็กกำพร้าโลนสตาร์เลย!”
เขารีบขัด

“กองทุนเด็กกำพร้าโลนสตาร์?”  
ปีเตอร์ทวนย้ำ

“ช่าย... ดูนะ... คุณเสียสละให้กองทุนเล็กน้อย ผมก็ใส่คุณในรายชื่อผู้มีอุปการะและจะบอกให้คุณทราบเมื่อครั้งต่อไปเราเจอ... ‘เด็กกำพร้า’ ที่คุณอาจจะสนใจขึ้นมา”


“เข้าใจแล้ว... ผมก็ชักจะสนใจอยากรู้เกี่ยวกับเรื่อง... เด็กกำพร้า... ใหม่ๆที่คุณเจอเหมือนกัน”


ปีเตอร์เล่นตามน้ำ หมอนี่ต้องการเงินใต้โต๊ะ มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องหรอก แต่ยังไงซะเขาก็ไม่ใช่ตำรวจเหมือนกัน แถมยังวิ่งงานสกปรกมาตั้งมากมาย มีพวกอยู่ในโลนสตาร์ยังดีกว่ามีศัตรูอยู่ในโลนสตาร์

“เยี่ยมเลย! บริจาคสัก... 300 นูเยนเป็นไง?” อากูเร่เสนอ

“แม้เพียง 100 นูเยนสมัยนี้ก็สามารถสร้างความแตกต่างให้กับเด็กกำพร้าได้นะ”
  ปีเตอร์ต่อรอง

อากูเร่ทำหน้าเหยียดหยาม

“ช่าย... แต่เด็กกำพร้าบางคนก็มีรสนิยมสูงกว่าเด็กกำพร้าทั่วไปนะ... 200 จะตกลงหรือไม่ก็ไปซะ”  ความเป็นกันเองของอากูเร่หายไปพร้อมกับการยื่นคำขาด

“ตามนั้น”  
ปีเตอร์ยื่น เครดสติ๊กพร้อมกับส่งสมาร์ทลิงค์โค้ดให้กับอากูเร่

หน้าอากูเร่บานออกทั้งสองข้างตามรอยยิ้ม

“เยี่ยมยอดมาก ผมจะเริ่มเปิดบัญชีให้กับคุณ หากเรามีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับรีปเปอร์ ผมจะโทรบอก”
“ทีนี้... ผมกลับไปทำงานดีกว่า ก่อนที่แมคคลูสกี้จะมา แล้วเจอกัน”  อากูเร่บอกลา

จบเรื่องซะที ขณะที่ปีเตอร์จะหมุนตัวกลับออกไปจากเขตสืบสวนก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองมาที่เขา ปีเตอร์หันหน้าไปตามความรู้สึกนั้นก็พบกับชายเอล์ฟผอมบางศีรษะล้านในชุดกาวด์สีขาวที่สะอาดเหนือความคาดหมายคลุมทับแจ็คเก็ตเอาไว้ แถมชายคนนั้นยังผูกหูกระต่ายที่คอเสื้อทำให้รูปลักษณ์อันโดดเด่นอยู่แล้วยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปอีก เขาค่อนข้างมีอายุแล้วและสวมแว่นตาที่ผ่าครึ่งเลนส์แบบเสี้ยวแตงโมที่คนสูงอายุสมัยโบราณนิยมใช้ หูของเขาแหลมชี้ขึ้นไปจนเกือบจะเลยศีรษะของเขา ตามประสบการณ์ในการเป็นเอล์ฟของปีเตอร์แล้วนี่คือเอล์ฟที่น่าเกลียดที่สุดที่เขาเคยเห็น มันทำให้เขานึกถึงสัปเหร่อในยุคโบราณ ท่าทางชายคนนี้สุขุมแถมยังไม่หลบสายตาขณะที่ปีเตอร์เดินเข้าไปหา และยังยิ้มบางๆ ยิ้มแบบที่ทุกอย่างควบคุมได้

“สวัสดีคนแปลกหน้า ผมถามได้มั้ย คุณทราบรึเปล่าว่าศพนี้จะถูกย้ายไปยังร้านเครื่องบดอวัยวะสาขาไหน?”  เขาเปิดฉากถามขึ้นมาก่อนเลย

“ทำไมคุณถึงต้องการทราบอะไรแบบนั้น?”  ปีเตอร์ถามกลับ

เอล์ฟหัวเราะหึๆในลำคอ แต่มันเป็นเรื่องประหลาดที่เสียงร้องหึๆจะสามารถเป็นเสียงแหลมสูงแปลกๆที่ปีเตอร์ไม่คาดว่าจะได้ยินจากคนหน้าตาแบบนี้

“อ้อ... แค่งานอดิเรกน่ะ งั้นก็ไม่เป็นไรนะ ขอให้เป็นคืนที่ดีสำหรับคุณ และเพื่อนเจ้าหน้าที่ชันสูตรของคุณด้วย”  เขาตอบแล้วเดินจากไป

ปีเตอร์นึกเอะใจเลยเดินกลับไปหาเดรสเดนอีกครั้ง

“เมื่อกี๊นายเห็นเอล์ฟน่าตาน่าเกลียดในชุดขาวที่ยืนคุยกับชั้นอยู่ตรงนั้นมั้ย?”

“คนไหนเหรอ ไม่เห็นเลย”
  เดรสเดนตอบหลังจากหันไปสำรวจดูหนึ่งรอบ

“เค้าไปแล้ว แต่เค้าถามว่าจะเอาศพผู้หญิงคนนี้ไว้ที่สาขาไหนของร้านนายน่ะ”
  ปีเตอร์บอก

“น่าสนใจดีนี่ อาจเป็นคนที่สนใจอยากซื้อชิ้นส่วนอวัยวะของเธอก็เป็นได้ แต่ไร้สมองไปหน่อยที่มาถามเอาจากที่เกิดเหตุแบบนี้ เอล์ฟหน้าตาน่าเกลียดรึ น่าจะเห็นได้ไม่ยากหรอกมั้งถ้าเค้ากลับมาอีกครั้ง”


จบเรื่องจากที่นี่แล้ว ปีเตอร์พาปาโก้เดินออกมาจากที่เกิดเหตุไปรอยัล อพาร์ทเมนท์ตามทางที่ขึ้นโชว์ในสมาร์ทลิงค์ มันพาพวกเขาเดินผ่านตรอกเล็กๆมาจนผ่านหน้าร้านทางขวามือที่เหยื่อคนล่าสุดของรีปเปอร์ทำงานอยู่ ร้านเพิงของแปลก สตัฟเฟอร์แช็ค ช่างบังเอิญที่มันเป็นทางผ่าน เหตุการณ์สะเทือนใจของที่นี่ต้องมีเสียงพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่แน่นอน

“โธ่... ไม่น่าเลย... ลูซี่ผู้มืดมิด...”  เสียงดังมาจากทางหน้าร้าน

หน้าร้านมีออร์คหนุ่มยืนคุยกับมนุษย์ผู้หญิงเกี่ยวกับผู้ตาย ปีเตอร์ได้ยินจึงเข้าไปร่วมวงคุยด้วย ตรงหน้าปีเตอร์ยืนไว้ด้วยออร์คในชุดพนักงานของร้าน ชุดฟอร์มเข้ารูปอย่างดี แต่คนที่สวมชุดกลับมีน้ำตานองไปทั้งใบหน้าที่หนาใหญ่ของออร์ค

“ขอโทษด้วย ชั้นรู้ว่านายรีบร้อน แต่นายช่วยรอชั้นซักครู่ก่อนได้มั้ย ใช้เวลาไม่นานชั้นสัญญา”   ปีเตอร์บอกปาโก้

“ก็ได้ แต่อย่านานนักนะ โคโยตี้หายไปสองวันแล้ว เธอคงต้องการความช่วยเหลือ” 
ปาโก้ย้ำ

ปีเตอร์ปลีกตัวออกมาจากปาโก้เข้าไปหาชายคนนั้น ดูเหมือนเขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำขณะที่ปีเตอร์เข้าไปถึง

“ผมเข้าใจว่าคุณคงรู้จักกับผู้เคราะห์ร้ายสินะครับ”  ปีเตอร์เอ่ยถาม

“ใช่แล้วครับ แล้วคุณมีอะไร?” 
เขาถามด้วยท่าทางระวังตัวขึ้นมา

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คุณสองคนสนิทกันมั้ยครับ?”  
ปีเตอร์ถามด้วยความสุภาพ

“ขอบคุณครับ ขอโทษที พวกเราไม่คุ้นเคยกับการที่มีคนมาแสดงน้ำใจแบบนี้”
ออร์คเช็ดน้ำตาด้วยกระดาษทิชชู่ที่เหลือจากมื้อเย็นของเขา ท่าทางระวังตัวที่ดูเหมือนเป็นการสร้างกำแพงเมื่อครู่หายไป

“ใช่ครับ พวกเราสนิทกันมากอย่างที่เพื่อนร่วมงานจะสนิทกันได้ ลูซี่ผู้มืดมิดกับผมทำงานที่นี่ด้วยกันมาสามปีแล้วครับ เราเริ่มงานพร้อมกันเลย”
  เขาเล่า

“ลูซี่ผู้มืดมิด... เหรอครับ?”
ปีเตอร์เอะใจ แบบนี้หมายความว่าเธอ “มืดมิด” มาก่อนที่เพิ่งจะกลายมาเป็น “มืดมิด” เมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว

“จริงๆแล้วลูซี่ไม่ได้ตาบอดอย่างสมบูรณ์น่ะครับ เธอแค่เป็นคนที่กฎหมายกำหนดให้เป็นคนตาบอดน่ะครับ เธอต้องสวมแว่นอันใหญ่และต้องคอยประคองมันไว้บนหน้าเธออยู่เสมอ แต่แล้วเธอก็ได้ดวงตาคู่ใหม่เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้วครับ มีคนบริจาคไว้”


“แล้วเธอว่ายังไงบ้างกับดวงตาคู่ใหม่เหรอครับ?”


“เปล่าครับ เธอไม่ค่อยพูดถึงมันเท่าไหร่ แค่บอกว่าโชคดีเท่านั้น มันเป็นคิวของเธอ แต่ตอนนี้ผมว่าโชคนั้นมันหนีจากไปแล้ว”
  เขาร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง

“ลูซี่มีศัตรูบ้างรึเปล่าครับ?”
  ปีเตอร์ถาม

“ผมก็ไม่แน่ใจครับ ผมรู้มาว่าเธอเลิกกับแฟนเธอมาหลังจากที่เธอได้ดวงตามา เรื่องจบไม่สวยเท่าไหร่ ผู้ชายคนนั้นไม่ชอบตาคู่นั้นและไม่อยากให้ลูซี่ใช้มัน”


“มีใครท่าทางแปลกๆเข้ามาในร้านบ้างรึเปล่าครับ ระยะหลังนี้?”
  ปีเตอร์ถามต่อ

“ผมเห็นของแปลกๆทุกวันน่ะครับ ก็ที่นี่ร้านของแปลกนี่ครับแต่ไม่มีอะไรแปลกเกินกว่าปกติหรอกครับ”


“คุณเห็นลูซี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เหรอครับ?”


“วันนี้ที่นี่แหล่ะครับ คิดว่าเธอคงจะไปเจอเพื่อนในตลาดนั่นแหล่ะ โธ่... ผมว่าจะเดินไปเป็นเพื่อนเธอตอนเดินกลับบ้านอยู่แล้ว แต่เราดันมีลูกค้าอีกรายในนาทีสุดท้าย”
  แล้วเขาร้องไห้ออกมาอีก

“ผมอยากทราบเท่านี้แหล่ะครับ ขอบคุณครับที่ช่วยเล่าให้ฟัง และผมเสียใจด้วยนะครับสำหรับความสูญเสียของคุณ”


“เดี๋ยวนะ นี่ไม่ใช่ว่าผมกำลังถูกสอบสวนอยู่ใช่มั้ย
?”  เขาหยุดร้องในทันที

“ไม่เกี่ยวกับตำรวจหรอกครับ ผมแค่อยากรู้เอง ถามทำไมรึ?”


“ก็... ลูซี่มีสร้อยคออันนึง มีรอยสลักรูปแมลงปออยู่ เธอสวมมันทุกวัน บอกว่าแม่ของเธอให้เธอไว้ตอนที่เธอออกมาจากเดนเวอร์ ซึ่งคุณก็รู้ว่าหลักฐานทุกอย่างของเธอจะถูกโลนสตาร์เก็บเอาไว้ในห้องเก็บหลักฐาน มันอาจจะไม่มีวันออกมาได้อีกเลย”
  เขาก้มศรีษะลง

“...ผมแค่คิดว่าถ้าหากคุณสามารถเก็บมันกลับมาได้ก่อนที่โลนสตาร์จะเคลียร์ทุกอย่างไป ผมจะส่งมันกลับไปให้ครอบครัวของเธอ ผมรู้สึกติดค้างน่ะครับ” 
เขาบอก

“ขโมยหลักฐานจากที่เกิดเหตุเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ...ทำไมผมจะต้องทำอะไรที่เสี่ยงขนาดนั้น?”
  ปีเตอร์ถามเพราะไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะส่งมันกลับไปให้ครอบครับของเธอจริงหรือแค่อยากได้สร้อยของเธอ

สีหน้าของชายผู้อ่อนไหวเปลี่ยนเป็นคิดมากอยู่พักนึง สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา

“ผมคงให้คุณได้ 200 นูเยน ผมมีเก็บอยู่แค่นั้น”

“ก็ได้ ผมจะลองดู”
  ปีเตอร์ตอบ ยังไงเธอก็เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันกับแซม

“ขอบคุณครับที่ช่วยเหลือ ผมชื่อแฟรงค์ คุณรู้ว่าจะเจอผมได้ที่นี่”


ปีเตอร์กลับไปที่จุดเกิดเหตุ เขาลองดูที่พื้นข้างๆตัวลูซี่แล้วเจอวัตถุที่ทำจากไม้หล่นอยู่ซึ่งเส้นผมของเธอทับบังอยู่อีกที นี่อาจเป็นสิ่งที่แฟรงค์พูดถึงก็ได้ เขาแกล้งทำของตก เจ้าหน้าที่แลนเดอร์ได้ยินและรีบเดินเข้ามาดู ปีเตอร์ชี้ให้เธอดูว่าเค้าทำของตกและขออนุญาตเก็บ เธอไม่เห็นสร้อยคอเพราะเส้นผมของลูซี่บังอยู่ เจ้าหน้าที่แลนเดอร์พยักหน้าอนุญาตและเฝ้าปีเตอร์ขณะที่เขากำลังจะเก็บ

ด้วยความเร็วที่ฝึกฝนมาสูงกว่าคนทั่วไป 1 ระดับ ปีเตอร์ขยับตัวโดยก้าวเท้าไปบังของที่ทำตกและงอเข่าย่อตัวลงไปนั่งโดยใช้ขาและตัววางในตำแหน่งที่บังสายตาของเจ้าหน้าที่แลนเดอร์ในขณะที่มือของเขาก็สะกิดเอาสร้อยออกมาโดยที่เส้นผมของลูซี่ไม่ยุ่งเหยิงและเก็บสร้อยคอกับของที่ทำตกออกมาได้พร้อมกัน เขาแอบสลับเอาสร้อยใส่กระเป๋าไว้ขณะกำลังลุกขึ้นมาพร้อมกับแบมือให้เจ้าหน้าที่แลนเดอร์ดูอุปกรณ์ในมือ เธอพยักหน้า ปีเตอร์เก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าและปลีกตัวออกมา

หลังออกมาจากที่เกิดเหตุ ปีเตอร์พิจารณาดูสร้อยชิ้นนั้นดีๆ ตัวของแมลงปอทำจากชิ้นไม้สลักอย่างดีและมีหินเทอคอยส์ประดับที่ดวงตาของแมลงปอ เป็นไม้หายากจากยุคก่อนที่จะโดนรังสีซึ่งหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ มันดูเงางามและมีน้ำหนักที่พอเหมาะ หากตกไปอยู่ในมือของเฟนส์หรือผู้รับซื้อของเถื่อนที่ดูของเป็นแล้วของชิ้นนี้จะมีราคาสูงลิบทีเดียว ปีเตอร์เดินกลับมาหาแฟรงค์เพื่อนของลูซี่ผู้มืดมิด

“คุณได้สร้อยคอเธอกลับมาด้วยรึเปล่าครับ?”  แฟรงค์ถาม

“ผมได้มาแล้ว” ปีเตอร์ยื่นสร้อยให้กับแฟรงค์

แฟรงค์รับสร้อยเส้นนั้นไป วินาทีที่สร้อยสัมผัสกับมือของแฟรงค์ทำให้ปีเตอร์รู้สึกได้เหมือนว่าน้ำหนักส่วนหนึ่งได้หายไปจากไหล่ของแฟรงค์

“ผมดีใจจังเลยที่อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทำสิ่งนี้ให้กับลูซี่ ขอบคุณมากครับ ผมเป็นหนี้คุณ...”  เขาล้วงกระเป๋าดึงเอาเครดสติ๊กออกมา

“แค่ทำให้แน่ใจว่ามันจะไปถึงครอบครัวของลูซี่ก็แล้วกันครับ ผมไม่อยากให้มันวนกลับไปถึงโลนสตาร์ได้โดยมีลายนิ้วมือผมติดไปด้วย”


ปีเตอร์จากไปโดยไม่เอาเงินจากแฟรงค์ จะเอาเงินของเค้าทำไมในเมื่อเค้าดูจริงใจสมกับชื่อแฟรงค์จริงๆ

“มาเถอะ ไปตามหาโคโยตี้กัน”  ปาโก้เอ่ยปากชวนเมื่อเห็นปีเตอร์เสร็จเรื่องแล้ว

"ไม่แปลกใจเลยที่พี่ยื่นมือเข้าช่วยเรื่องของโคโยตี้"  ปาโก้เปลี่ยนสรรพนามเรียกปีเตอร์ใหม่หลังจากได้เห็นสิ่งที่เขาทำเพื่อแฟรงค์

ปีเตอร์เช็คตำแหน่งจากสมาร์ทลิงค์อีกครั้ง ปรากฏว่าร้านสตัฟเฟอร์แช็กเพิงของแปลกแห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับปลายทางที่เขาต้องการจะไปนั่นเอง น่าแปลกที่เขาไม่ได้สังเกตมาก่อนเลย

“ได้สิ ชั้นพร้อมแล้ว”  ปีเตอร์บอก

เบื้องหน้าของชายสองคนคือรอยัลอพาร์ทเมนท์นั่นเอง

* * *





[1] Pike Place Market ตลาดหน้าอ่าว Elliott เมือง Seattle รัฐ Washington เปิดมาตั้งแต่ 17 สิงหาคม ค.ส. 1907 เน้นจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร


ตอนที่แล้ว
ตอนถัดไป
ตอนแรก


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

ชาโดว์รัน รีเทอร์น ตอนที่ 5 ตลาดมืดไพค์เพลส